มากไป

posted on 19 Nov 2009 19:16 by somtong18

 

 *หวานมาก มากไป ก็ไม่ซึ้ง

คิดถึงมาก มากไป ใจจึงเหงา

เมาหนัก หนักไป เป็นขี้เมา

รักเขามาก มากไป ทรมาน

 

 ให้มาก มากไป จะไร้ค่า

เสียน้ำตา มากไป ไม่สงสาร

พูดมาก มากนัก น่ารำคาญ

นานมาก มากไป ....อะไรดี

(จบไม่ลง)

 

 

 ...........................................

 

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างบรรยายถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้าได้ดีที่สุด

ข้าพเจ้าคิดถึงกลอนบทนี้

 

และการเอากลอนมาลงบล็อก หวังว่ามันคงไม่มากไป

 

 

 

*จากความทรงจำในหนังสือหาดขาว ดาวสวย และกล้วยตาก

ฉบับตีพิมพ์ พ.ศ.2540 สำนักพิมพ์ไปยาลน้อย

ไม่เท่ากัน

posted on 29 Oct 2009 01:56 by somtong18

ขึ้นชื่อว่าเหล้า

เมื่อได้เอาเข้าปาก ดื่มกินจนอิ่มหนำ แล้วต้องเมาทุกรายไป

 

เพราะเหล้านั้นมีหลากหลายชนิด

ติดที่ข้าพเจ้าเคยสงสัย

เหตุใดเหล้าจึงมีราคาแตกต่าง ถ้าไม่ถูกก็แพงบรรลัย

ในเมื่อกินเหล้ายี่ห้อไหนๆ

มันก็เมาปลิ้นทุกครั้งไป

 

เราให้ราคา และตีค่าน้ำเหล้าเกินไปหรือเปล่า

 

เมื่อโตมา จึงเข้าใจ

ว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

 

 

เหล้าบางชนิด บ่มในถังไม้หลายหลาก

กว่าจะคัดมาได้สักขวด ก็ใช้ไปหลายสิบถัง

 

บ้างก็บ่มกันนานจนเกือบสิ้นชาติ

กว่ามีรสอร่อยแสนขนาด และไม่อาจทราบว่าใครเป็นคนตัดสิน

 

 

บางชนิดก็ต้องคัดจากองุ่นพันธุ์ดี จากแคว้นเดียวในฝรั่งเศส

บรรจงบรรจุขวด เพื่อจะให้ใครสักคน เอามันไปกระแทกหัวเรือเพื่อเปิดการเดินสมุทร

ยังไม่นับพวกที่เอาไปเขย่าเพื่อฉีดเหล้าใส่กบาลคนอื่น

ในเวลาตนเองชนะการแข่งขันอะไรสักอย่าง

 

และอีกหลายชนิดที่กลั่นแล้วกลั่นอีก จากหม้อต้มขนาดเท่าเจดีย์

เพื่อเอามาดื่มสร้างความหฤหรรษ์ให้กับคนเมาทั้งโลก

 

บ้างก็เอาน้ำจากลำธารที่เดียวในสก๊อตแลนด์มาทำเหล้า

บางอย่างก็คัดเฉพาะถ่านดินในกิ่งอำเภอเดียวของโลกมาเป็นส่วนผสมในการกลั่น

อุปโลกว่ามีกลิ่นเฉพาะตัว ไม่มีที่ใดในโลกจะเสมอเหมือน

 

กว่าจะได้สักขวด ไม่แปลกที่ราคาอาจจะเกินหลักหมื่นเลยไปถึงหลักแสน

 

เหล้าบางอย่าง มีกรรมวิธีลึกล้ำในการกลั่นปรุง

เหล้าบางตัวไม่สนใจความซับซ้อน บ่มไม่นาน เอามากลั่นบรรจุขวดแต่งสี แล้วเอามาขายในเร็ววัน

ราคาก็ถูกกันไปตามสภาพ

 

เหล้าเหมือนกัน

เมาเหมือนกัน

 

แตกต่างที่มา

ราคาจึงไม่เท่ากัน

 

 

 

 

 

 

นานมาแล้ว

ข้าพเจ้าถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ยามค่ำคืน

กดรับสายเพียงเพื่อจะฟังเสียงร่ำไห้จากเพื่อนสาว

และหลายเรื่องราว เดาได้แบบไม่ต้องคิดมากนัก

เธออกหัก รักคุด สุดบรรยาย

 

ข้าพเจ้าถามเธอว่าเหตุใดจึงร้องไห้

เธอยังฟูมฟาย คร่ำครวญ ชวนให้เศร้า

 

คนรักทิ้งไป จึงเศร้าอาลัยถึงเพียงนี้

 

 

หลายเดือนก่อน ข้าพเจ้าเดินเล่นที่ห้าง

พบเด็กน้อยร้องไห้กระจองอแง

ผิดหวังที่พ่อแม่ไม่ซื้อของเล่นไห้

ร้องไห้ ลงไปนอนดิ้นกับพื้นแทบจะขาดใจ

เดาว่าคงเสียน้ำตาไปหลายลิตร

 

ข้าพเจ้าเคยเจอผู้คนในโรงหนัง

ที่บางหนเดินออกมาพร้อมน้ำตา

ในตอบจบของหนังอันแสนเศร้า

 

 

 

 

วันนี้ ข้าพเจ้าออกไปหาซื้อของกินที่เซเว่นยามเข็มชั่วโมงของนาฬิกาบอกเวลาเลยตีหนึ่ง

มีแต่ความเงียบงัน นานๆจะได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านมาสักคัน

 

ข้าพเจ้าพบชายรูปร่างผอมแห้งเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่ง

นั่งกอดเข่า ข้างตัวมีถุงใบใหญ่ ข้างในบรรจุแต่เศษขวดเศษขยะ

เขานั่งเหม่อมองไปบนฟ้า สายตาดูไร้จุดหมาย

และข้าพเจ้าสังเกตุเห็นว่าเขาร้องไห้

 

 

 

 

 

 

 

ในเวลาที่มีแต่ความมืดเต็มท้องฟ้า

ในเวลาที่หลายคนต่างหลับใหล

ในเวลาที่บางคนยังไม่หลับ

อาจจะยังขยับกันในผับด้วยฤทธิ์ของสุรา

 

สุราที่มีราคาสูงต่ำไม่เท่ากัน ด้วยเหตุผลของที่มา 

 

 

ข้าพเจ้ากลับมาบ้านพร้อมจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

ปล่อยควันให้พวยพุ่งไปในอากาศที่อ้อยอิ่ง ในวันที่ฟ้าอับลม

มันลอยนิ่งเนิ่นนานกว่าจะจางหายไป

 

 

ข้าพเจ้านึกถึงน้ำตาต่างๆที่เคยพบเห็นในชีวิต

 

 

บางขณะข้าพเจ้าก็นึกสงสัย

เมื่อเกิดเรื่องราวที่เรารู้สึกเศร้าเสียใจ

เราตีค่ากับน้ำตาของเรามากน้อยแค่ไหน 

 

 

ในเมื่อ 

น้ำตาเหมือนกัน

เสียใจเหมือนกัน

 

 

แต่เพราะแตกต่างที่มา

คุณค่าของน้ำตา อาจมีราคาที่..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จำไม่ได้

posted on 18 Oct 2009 22:55 by somtong18

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในอดีตโดยใช้ความเร็วหนึ่งปีต่อหนึ่งวินาที 

เราจะย้อนกลับไปหาพระพุทธเจ้าได้ในครึ่งชั่วโมงกว่าๆ

 

และกลับไปยังจุดเริ่มต้นของมนุษย์ในเวลาประมาณสามสัปดาห์

 

แน่นอนที่ไม่มีใครเดินทางย้อนกลับไปในอดีตได้

หากจะกลับไปคงต้องอาศัยความคะนึงเป็นเครื่องมือย้อนไปในวันวาน

 

หากคุณยังมีความทรงจำ การใช้เวลาของเดินทางกลับไปมันเร็วเพียงชั่วพริบตา

 

 

 

ข้าพเจ้ามีอดีตได้เฉพาะหลังปี พ.ศ. 2550 เท่านั้น

อดีตที่จำอย่างแม่นยำโดยไม่ต้องควานหาสมุดบันทึกส่วนตัวมาอ้างอิง

 

และหลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอดีตในรูปแบบความจำอีก

 

จะว่าไม่มีอดีตก็ไม่ถูกนัก

เอาเป็นว่าข้าพเจ้าจำมันไม่ได้จะเหมาะกว่า

 

 

 

ข้าพเจ้าเคยเป็นคนหัวดี จำเรื่องราวต่างๆอย่างแม่นยำมาก่อน

จำได้ทุกรายละเอียดว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ วันไหน เดือนอะไร พ.ศ.ที่เท่าไหร่

 

ข้าพเจ้าไม่นึกว่า การจำแม่นทุกรายอะเอียดนั้น จะส่งผลให้สมองข้าพเจ้าไม่สามารถเก็บเรื่องราวใดๆได้อีกในปัจจุบัน

 

ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าสมองมันคงจะใช้งานจนเต็ม

เหมือนเมมโมรี่ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานจนล้นหน่วยความจำและไม่สามารถจดจำอะไรในระยะยาวได้อีก

 

มีเพียงความจำสั้นๆ และไม่นานมันก็จะเลือนหายไป

 

ข้าพเจ้าลืมไปเสียทุกสิ่ง

อาบน้ำแปรงฟันเสร็จ นั่งดูทีวี และลุกขึ้นไปแปรงฟันอีกรอบ เพราะจำไม่ได้ว่าแปรงไปหรือยัง

มารู้ว่าแปรงแล้วก็ต่อเมื่อเห็นแก้วน้ำที่ใช้บ้วนปากและขนแปรงสีฟันมันเปียกเพราะเพิ่งผ่านการใช้งานไปแล้ว

 

ดูทีวีแล้วเปลี่ยนช่อง มาทบทวนว่าเมื่อตะกี้เราดูอะไรไปในช่องที่แล้ว

ปรากฏว่าจำเนื้อหาไม่ได้

 

นานหลายเดือนที่ข้าพเจ้าฝันยามค่ำคืน

เมื่อตื่น รู้ตัวว่าฝัน แต่กลับจำเรื่องราวในนั้นไม่ได้สักนิด

 

ข้าพเจ้าคิดว่าสมองน่าจะมีปัญหา

แต่ทบทวนไปมา ทำให้รู้ว่าสมองอาจจะไม่บกพร่องอย่างที่คิด

แต่สาเหตุเป็นเพราะข้าพเจ้าขี้เกียจ

 

ขี้เกียจที่จะจำ 

 

 ถ้าไม่ใช่เรื่องราวที่สำคัญ สยดสยองหรือน่าประทับใจสุดๆ

ก็ยากที่จะสร้างร่องรอยบนก้อนสมองส่วนความจำของข้าพเจ้าได้

 

 

เมื่อข้าพเจ้าเลิกเขียนบันทึกประจำวัน ข้อเสียคือไม่สามารถจำอะไรในอดีตได้อีก

 จำไม่ได้ว่าเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์อะไรไปบ้าง

น่าเสียดายที่เรื่องราวดีๆ ข้าพเจ้าก็จำไม่ค่อยจะได้เช่นกัน

 

 

 

วันนี้ ข้าพเจ้าเจอเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้กันลืม

 

ในยามบ่ายในงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตย์

ข้าพเจ้าพบหญิงสาวนางหนึ่งเดินมาทักทายข้าพเจ้าประหนึ่งว่าคุ้นเคยกัน

 

"เอ้า บังเอิญจัง มากับใคร"  เธอถามข้าพเจ้าอย่างประหลาดใจ

"ไม่ได้มากับใคร มาคนเดียว"  ข้าพเจ้าตอบกลับไป พลางคิดในใจ..ใครวะ 

 

ไม่กล้าจะถามชื่อกลัวจะเสียมารยาท

 

เราสนทนากันต่ออีกหลายประโยค จนเธอถามคำถามที่เป็นคำตอบแก่ข้าพเจ้า

ให้มองเห็นถึงข้อดีที่บางครั้งเราก็คิดว่ามันคงจะเป็นข้อเสียเหมือนกันทั้งหมด

 

"เดินดูหนังสือคนเดียวไม่เหงาเหรอ?" เธอว่า

 

"เออ จริงซิ  ลืม ..ลืมเหงา"

 

 

 

บิน

posted on 04 Oct 2009 20:27 by somtong18

ยามเย็นของสามวันก่อน

 

ลูกค้าของข้าพเจ้าเดินมาพร้อมกับนกกระจอกในมือ

เขายื่นให้ข้าพเจ้า แล้วบอกว่า พบมันตกที่หน้าบ้านเขา สงสัยรถคงจะชนมัน

 

ถ้านกบินต่ำมากๆ มาเจอกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

ก็เป็นไปได้ ที่ผลจะออกมาเช่นนี้

 

ข้าพเจ้าหยิบมันมาใส่ในมือ และพบว่าเลือดสีแดงข้นไหลออกมาจากปากของมัน

 

ข้าพเจ้า ถามหาโรงพยาบาลสัตว์

ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบจากปากใครๆ

 

ข้าพเจ้าคลายมือที่กำมันไว้ เพราะรู้สึกว่าร่างกายมันพยายามจะลุกขึ้น

 

"เฮ้ย สงสัยจะรอดแล้วพี่" ข้าพเจ้าว่า

แต่แทนที่นกมันจะค่อยๆขยับตัวเหมือนใจข้าพเจ้าคิด

อยู่ๆ มันก็ออกแรงบินเสียอย่างั้น

 

แรงมันคงหมด ในเวลาที่ตัวมันอยู่ท่ามกลางอากาศของเวลาห้าโมงเย็น

 

มันหุบปีก และดิ่งเอาหัวลงกระแทกพื้น

 

และหลังจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆของมันอีก..

 

ข้าพเจ้า ห่อมันด้วยผ้าขนหนู เอานิ้วกดหวังจะปั๊มหัวใจ

"ฟื้นซิฟื้น บินอีกทีซิวะ บินซิเฮ้ย"

การกระทำดังกล่าวกลายเป็นเรื่องตลกของลูกค้าไปเสียนี่

 

ข้าพเจ้าพามันขึ้นรถ และกลบฝังมันหลังบ้าน ในเวลาสุดท้ายของแสงอาทิตย์วันนั้น

 

 ......................................................

 

สองวันก่อน ข้าพเจ้าขนของลงจากรถใส่รถเข็น เพื่อจะนำสัมภาระขึ้นไปไปยังห้องของโรงแรม

ขณะที่เข็นอยู่ดีๆ นกอะไรไม่รู้ก็ถลาลงจากฟ้ามากระแทกพื้น

 

ข้าพเจ้าเดินไปอุ้มมันขึ้นมา

ขณะที่พนักงานโรงแรม ที่เห็นเหตุการณ์บอกว่ามันคือนกกางเขน

 

เห็นนกมันจิกตีกัน แถวระเบียงด้านบน ไม่นึกว่ามันจะตีกันแรงขนาดนี้

 

ข้าพเจ้าอุ้มมันมาใส่ในกล่อง วางไว้ตรงระเบียงห้อง

ดูท่าทางขามันจะหัก ได้แต่ขยับ แต่บินไม่ได้

 

ข้าพเจ้าเทน้ำใส่ฝาน้ำอัดลม วางไว้ในกล่องเผื่อมันอยากจะกิน

ข้าพเจ้าคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่านกแบบนี้มันกินอะไร

ก็เลยเอาขนมปังกรอบ จะหักให้กิน

 

แต่ขณะที่ออกแรงบิดขนมปังเหนือกล่องนั้น

นกคงตกใจ รีบบินออกมาในทันใด แรงจนน้ำที่วางไว้ในกล่องหกกระเซ็น

 

มันบินจากไป บนระเบียงของชั้นหก

ข้าพเจ้ากลัวมันจะบินตกลงไปข้างล่าง

แต่สถานการณ์คราวนี้ไม่เหมือนครั้งนกกระจอกตัวนั้น

มันบินหายลับไปในมุมอาคาร

 

ข้าพเจ้ามองขนมปังในมือ และเหลียวดูน้ำที่หกในกล่อง

มันจะเคยได้กินบ้างหรือเปล่าไม่รู้

 

................................

 

เมื่อวานนี้ขณะที่ออกไปหาลูกค้า

ข้าพเจ้าพารุ่นน้องซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานไปด้วยคนหนึ่ง

หน้าร้านลูกค้าปิด และมีชายเนื้อตัวมอมแมม ไม่สวมเสื้อ ใส่กางเกงขาดๆ นอนอยู่แถวนั้น

 

"คนบ้าว่ะพี่" น้องมันสะกิดบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองสายตาของน้องมัน และรู้สึกปวดใจ

 

ข้าพเจ้าเดินไปหน้าร้าน เพื่อรอลูกค้า เป็นสถานที่เดียวกันกับที่ข้าพเจ้าและชายคนนั้นเผชิญหน้ากัน

 

"เหม็นชิบหายเลย" น้องมันพูดกระซิบ

ข้าพเจ้าเห็นด้วย เนื้อตัวเขาเป็นแผลที่เกิดจากเชื้อรา

หนวดเครารุงรัง ดูท่าจะไม่ได้อาบน้ำมาแรมปี

 

"ขอเงินสิบบาท" ชายคนนั้นว่า

"ไม่มีครับ"  ข้าพเจ้าพูดโดยไม่คิด ถ้าคิดก่อน คำตอบจะไม่เป็นแบบนั้น

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าปฏิเสธ ชายคนนั้นก็ยิ้มกว้าง แล้วทำท่าจะลงไปนอนบนพื้นต่อ

 

ข้าพเจ้าสะกิดเขา และยื่นเงินให้ยี่สิบบาท

"เอ้า ..เห็นว่ายิ้มสวย"

 

ข้าพเจ้า แพ้ยิ้มแบบนี้จริงๆ ไม่ว่าจะปรากฏบนใบหน้าหญิงหรือชาย

มันเป็นยิ้มที่เกิดจากการพลาดหวังในสิ่งที่ต้องการ

คนที่ไม่เสียใจกับการผิดหวัง ข้าพเจ้ารักคนแบบนี้จริงๆ

 

 

"พี่นี่เป็นคนดีนะ ให้เงินคนบ้าด้วย" น้องมันพูดกับข้าพเจ้าในรถ

"ไม่ได้เป็นคนดี แค่รู้สึกเห็นใจเขา ใจเขาใจเราว่างั้น อีกอย่างเขาอาจจะไม่ได้บ้าก็ได้ อาจจะอยากใช้ชีวิตเสรี ไม่แคร์ใคร ค่ำไหนนอนนั่น ใครจะไปรู้วะ"

"แหม ทำยังกะเป็นคนบ้าเหมือนกัน เลยเข้าใจกัน"

"เออ"

 

 

คำว่า "เออ" ของข้าพเจ้า ไม่ได้พูดประชด หรือพูดแบบไม่คิด

แต่ "เออ" คือการยอมรับข้อเท็จจริงต่างหาก

 

ข้าพเจ้ามีช่วงชีวิต ที่ถูกทุกคนในโรงเรียนและญาติพี่น้องหาว่าข้าพเจ้าบ้ามาก่อน

จนถึงขนาดต้องย้ายสถานที่เรียน เพียงเพื่อหนีจากคำพูดเหล่านั้น

 

 

ข้าพเจ้า เคยถูกคนมองด้วยสายตาเหยียดแบบที่น้องมันมองชายคนนั้นมาก่อน

ข้าพเจ้าเคยผ่านช่วงทรมานจากการไม่มีข้าวกินมานับครั้งไม่ถ้วน

 

และข้าพเจ้าก็เคยยิ้มกว้าง แบบชายคนนั้นมาหลายครั้งหลายหนเช่นกัน

 

 

............................

 

วันนี้ ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา และพบว่าตู้เสื้อผ้าหมุนได้

 

ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบว่านอกจากตู้เสื้อผ้าแล้ว

ข้าวของทุกอย่าง รวมกระทั่งฝ้าเพดานก็หมุนไปในทิศทางเดียวกัน

ข้าพเจ้าหลับตา และเริ่มรู้สึกอยากอาเจียน

 

ความนุ่มของเตียงกลายเป็นนรก ในวันที่ตื่นขึ้นมาพร้อมความป่วยไข้

ข้าพเข้าเลื้อยตัวลงจากเตียง ไหลไปเพื่อพบกับความแข็งของพื้นห้อง

นอนเอาหน้าแนบพื้น ในวังวนของการวิงเวียน

 

ข้าพเจ้านอนอาเจียนเอาน้ำย่อยออกมาไหลตรงมุมปาก

ระดับน้ำย่อยบนพื้นกับระดับริมฝีปากอยู่ในระนาบเดียวกัน

 

บนชั้นหก ห้องสุดท้าย ข้าพเจ้าอยู่คนเดียวในชั้นนี้

 

นอกจากหายใจและกระพริบตา ก็ไร้เรี่ยวแรงจะทำอะไร

ข้าพเจ้านึกถึงนกกระจอก ที่ถูกรถชนจนเลือดออกปากตัวนั้น

มันจะรู้สึกทรมานเช่นนี้ จนตัดสินใจกระโดดเอาหัวโขกพื้นหรือเปล่า

 

ข้าพเจ้านึกถึง ชายคนนั้น ป่านนี้เขาจะไปไหน จะออกเดินทางไปที่แห่งใด

ในเวลาที่ข้าพเจ้านอนไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว

 

 

โลกยังคงหมุน และหมุนแรงจนเหวี่ยงเอาระบบประสาทข้าพเจ้าสับสนพัวพันจนหน้ามืด

 

ข้าพเจ้าลืมตา มองดูเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า

 

นกกางเขนตัวนั้น บินไปไหน..

 

.

.

.

.

.

.

ข้าพเจ้าคิดถึงมัน และยิ้มกว้าง..กว้าง

 

ด้านมืด

posted on 29 Sep 2009 23:54 by somtong18

ในความเงียบงันหลังตะวันตกดิน

 

ในสิ่งปลูกสร้างไร้ผู้คน ไร้วี่แววจากความสว่างของหลอดไฟ

 

 

...ข้าพเจ้าชอบอยู่ที่แห่งนั่น

 

 

 

 

สมัยเป็นเด็กประถม

บริเวณหลังอาคารเรียนของชั้นอนุบาล

บรรยากาศอึมครึม ชื้นแฉะและมืดสลัวเพราะมีร่มไม้ปกคลุมหนาแน่น

เป็นสถานที่ ที่รองครูใหญ่ได้อาศัยเชือกและกิ่งมะม่วงต้นนั้น เป็นประตูนำทางตนเองไปสู่ดินแดนแห่งความตาย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความพรั่นพรึงทั้งโรงเรียน จนไม่มีใครกล้าเข้าไปบริเวณนั้นเพียงลำพัง

 

แต่ข้าพเจ้าชอบอยู่บริเวณนั้น

คนเดียว

 

เพราะเงียบ

หากจะมีเสียงเกิดขึ้น ก็เป็นเสียงความคิดของข้าพเจ้าเอง

 

ข้าพเจ้าชอบอยู่ตรงนี้ จนกว่าพ่อจะมารับกลับบ้าน

 

ยามเมื่อได้กลับ ข้าพเจ้าก็ชอบนั่งอ่านการ์ตูนคนเดียวในห้องเก็บของบนชั้นสองของบ้าน

จนกว่าดวงตะวันจะลับหายไปจากฟ้า

ข้าพเจ้ามองดูแสงสุดท้ายของวัน

จนกว่าจะไม่มีแสงอะไรให้มองอีก

 

 

พฤติกรรมในวัยเด็ก อาจส่งผลให้ปัจจุบันของข้าพเจ้ามีรสนิยม

 

"เสพติดความมืด"

 

 

ข้าพเจ้าไม่เคยนึกสงสัยตนเอง

จนกระทั่งมีเพื่อนถามข้าพเจ้าว่าเหตุใด ถึงขยันไปอ่านหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติจนกระทั่งกลับบ้านมาค่ำมืดทุกวัน

 

ข้าพเจ้าตอบว่าไม่ได้ขยันแต่อย่างใด แค่หลงใหลในความเงียบและวังเวงของหอสมุดก็เท่านั้น

 

 

ในช่วงที่ยังไม่มีอะไรจะทำ

ข้าพเจ้ามักจะไปอ่านหนังสือที่นั่น จนกระทั่งค่ำคืน

ยืนหาหนังสืออ่าน จนรู้แน่ชัดแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ในตึกนั้น

 

หอสมุดแห่งชาติ เป็นอาคารเก่า เพดานสูง  มีมุมมืด ซอกหลืบของชั้นหนังสือดูลึกลับ ที่คนขี้กลัวสามารถจินตนาการได้ต่างๆนานา

 

ข้าพเจ้าชอบเดินลงมาจากหอสมุดคนเดียวยามค่ำคืน ฟังเสียงเดินของตนเองยามที่เท้ากระทบพื้น

หลายหนข้าพเจ้าก็หยุดเดิน เพียงเพื่อสังเกตุเสียง ว่ามีเสียงเดินอื่นที่ไม่ใช่ของข้าพเจ้าหรือไม่

 

 

แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นให้ได้ยิน

 

ข้าพเจ้าชอบมองไปยังชั้นหนังสือไกลๆ ที่ปกคลุมไปด้วยความมืด

มองแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น และคิดเอาว่า คงจะมีใครสักคน จ้องมองข้าพเจ้าผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือกลับมาทางข้าพเจ้าเช่นกัน

 

.....

 

จนกระทั่งมาถึงวัยทำงาน เมื่อได้มีโอกาสไปพำนักที่ต่างจังหวัด

ข้าพเจ้าก็มักชอบไปจองห้องยังชั้นที่ไม่มีผู้คน และเป็นห้องท้ายสุดของชั้นนั้นเสมอ

 

ข้าพเจ้าสนุกยามได้ออกจากลิฟต์ ชอบเดินมองประตูห้องที่เรียงราย จนกระทั่งถึงห้องสุดท้ายของตนเอง

ห้องที่ไม่มีใครอยู่ มีแต่ความมืดมนภายในห้อง

ข้าพเจ้าคิดเอาเองอีกว่า ทุกๆห้องว่างเปล่าที่เดินผ่าน

อาจจะมีใครอยู่หลังประตูนั้น มองข้าพเจ้าผ่านตาแมวตรงประตู

ดูทุกย่างก้าวที่ข้าพเจ้าเดินไป

 

 

คิดอะไรแบบนั้น ไม่รู้ว่าสนุกหรือเปล่า

แต่ก็ยังดีกว่าเดินเฉยๆไม่คิดอะไร

รู้สึกไม่ค่อยระทึกใจยังไงไม่รู้

 

 

 

 

 

 

ข้อสงสัย ว่าอะไรคือเสน่ห์ในความวังเวงนั้น

 

ไม่มีเสน่ห์

 

มันก็แค่ความมืด ความเงียบ และบรรยากาศวังเวงก็แค่นั้น

ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ปัจจัยอะไรตามข้างต้น

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นความคิดของเราเอง

 

เมื่ออยู่คนเดียว ไม่มีอะไรจะเล่น

ข้าพเจ้าก็ชอบเล่นอะไรแบบนี้ กับสถานที่แบบนั้น

 

ลุ้น และสนุกดี

 

 

 

มีคนพูดว่า

"อยู่กับคนอื่นให้ระวังคำพูด

 อยู่กับตัวเองให้ระวังความคิด"

 

ข้าพเจ้าว่า ถ้ามีคนอื่นมาหลอกท่าน

ท่านมีคำตอบสองอย่าง คือ เชื่อ และไม่เชื่อ

 

แต่ถ้าความคิดของท่าน หลอกตัวท่านเองได้เมื่อไหร่

 

คำตอบของท่านคือ ...

...

...

...

...

...

 

 

 

กวนฏีน

posted on 21 Sep 2009 18:01 by somtong18

ทั้งความคิดและคำพูดของข้าพเจ้า..

..ขวางโลก

..ขวานผ่าซาก

..พูดกับใครไม่รู้เรื่อง

..นิยมเถียง

และทั้งหลายทั้งแหล่..

 

มันก็แค่ความเคลื่อนไหวในอารมณ์ของตัวตน

ที่กระเพื่อมเหมือนวงคลื่นบนผิวน้ำ

กระจายไปสัมผัสกับตีนที่กำลังจุ่มแช่ของใครบางคนเข้า

มันคงไปรบกวนความสงบของผิวหนังชั้นนอกของเจ้าของตีนคู่นั้น

 

ผลก็คือ ข้าพเจ้าได้รับคำกล่าวจากปากผู้คนมากมาย ว่าข้าพเจ้า

"กวนตีน"  เหลือเกิน

 

ขอโทษหากใช้คำไม่สุภาพ

เป็นเพราะ ลองใช้คำว่า กวนเท้าแล้ว ดูมันไม่จริงใจสักเท่าไหร่

 

 

ด้วยลักษณะ กวนบาทานี้เอง ส่งผลให้คนรอบข้างข้าพเจ้าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก

ทั้งที่ข้าพเจ้ารู้ตัว และไม่รู้ตัว

บางครั้งตั้งใจกวน และหลายหน มันก็กวนเองตามธรรมชาติ

 

ถ้าตั้งใจที่จะกวนชาวบ้าน ข้าพเจ้าก็พอรู้กาละเทศะ ว่าควรเล่นหรือไม่เล่นกับใคร

 

แต่ปัญหาส่วนใหญ่ คือ ไปกวนตีนเขาโดยข้าพเจ้าไม่รู้ตัว

 

ผลที่ได้ ก็มักจะมีปัญหาให้เดือดร้อนอยู่บ่อยๆ

 

หลากหลายเหตุการณ์ที่ไม่อาจสาธยายมาเล่าได้หมด

เชื่อได้ว่า ข้าพเจ้าคงกวนไปทุกขณะที่พบคน

 

 

 

ข้าพเจ้า รู้สึกตัวว่าเป็นคนกวนประสาทชาวบ้านมาได้พักใหญ่ๆ

เคยลองแก้ไขพฤติกรรมอันบัดซบของตนเอง

 

แต่สุดท้าย มันก็กลับมาเป็นแบบเดิมอีก

 

คล้ายตนเอง จะกวนตีนตนเอง

แย่ที่ ไม่สามารถยกเท้าไปเตะปากตัวเองได้

 

เพื่อให้มันสาสม

 

 

แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ

ข้าพเจ้าเสียความสัมพันธ์อันดีกับหลายคน

เพราะความคิดขวางโลก และการพูดจากวนๆไปมากมาย

 

ต่อให้เตะปาก เตะหัวตัวเองได้อย่างไร

บทลงโทษนั้นก็เปรียบไม่ได้กับสิ่งที่เสียไป

 

 

ข้าพเจ้า ตั้งใจจะไม่คุยกับใคร เพราะกลัวคำพูดจะไปกวนใจเขา

ข้าพเจ้าตั้งใจจะไม่พบใคร เพราะกลัวเมื่อได้พบ ก็ไม่แคล้วได้พูดได้คุยกัน

และก็กลับมาในวังวน ของการกวนประสาทอีกครั้ง

 

 

 

 

 

ผ่านมาหลายวัน

เมื่อไม่มีใครให้ได้พบได้คุย

 

ข้าพเจ้าจึงหันมาคุยกับตัวเอง

ใครจะเชื่อว่าบางทีข้าพเจ้าก็ทะเลาะกับตัวเอง

และกวนตีนกับความคิดของตัวเอง

 

 

 

เชื่อได้ว่า ข้าพเจ้าคงไม่อาจอยู่ร่วมกับใครได้นาน

เพราะขนาดร่างกายที่ห่อหุ้มจิตใจและความคิด

มันยังกวนตีนตัวเองได้เลย

 

 

ข้าพเจ้าเพียงแต่ภาวนา

 

 

 

ภาวนาให้สักวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข้าพเจ้าจะเตะก้านคอตัวเองได้

 

เสียง ยู้ ฮู ก้องอยู่ในอดีตของรูหูใครสักคน..

 

ความคิดเวียนวน จนไหลออกจากปากมาชนกับคอห่านในเวลาดึกหลังตีสอง

 

อะไรคือคำถาม ในเมื่อไร้วี่แววของความสงสัยในจิตใจ

ข้าพเจ้านั่งให้กบาลพิงหัวไหล่ ในเวลาที่ใครๆต่างเอากะโหลกไปโขกกับหมอน

 

พระจันทร์หลับแล้ว

เมฆดำคล้ายผ้าห่มคลุมดวงเดือน  จนมองดูเหมือนดวงจันทร์จะนอนคลุมโปง

 

ฟ้ามืดมิด และข้าพเจ้านอนไม่หลับ

 

 

สมัยเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเห็นว่า การนอนไม่หลับเป็นเรื่องไร้สาระ

 

มันจะยากอย่างไร  แค่นอนหลับตาเอาไว้ ไม่พูดจากับใคร

ไม่ทันไรเดี๋ยวมันก็หลับไปเอง

 

โตมาจึงรู้ว่าไม่ใช่

ถ้ามีเรื่องราวมารบกวนจิตใจ

ต่อให้ร่างกายจะง่วงอย่างไร

นอนนิ่งๆ เงียบๆ เพียงไหน ก็หลับไม่ลง

 

 

เรื่องราวอันใดที่สิงอยู่ในจิต

สิ่งนึกคิดเรื่องใดสถิตย์อยู่ในใจ

 

ข้าพเจ้าหาที่มาของอาการนอนไม่หลับไม่ได้

บางที ก็รู้สึกถึงความก่อกวนในอารมณ์

ไม่อาจหาเหตุและผลมาอธิบาย

 

เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกได้ดังนี้  จึงลุกไปมองตนเองในกระจก

 

แหม ทำไม่ช่างรู้สึกได้เท่ห์ขนาดนี้

 ........

 

ข้าพเจ้าเข้าใจไปเองว่า การที่คนคิดอะไร พูดสิ่งใด ที่ไม่กระทบต่อต่อมความเข้าใจของชาวบ้าน

 

สิ่งนั้นมันคือความเท่ห์..

 

 

..หลอกลวงสิ้นดี

 

อันที่จริง มันก็แค่ คนที่ยังไม่เข้าใจตัวเองก็เท่านั้น

เท่ห์ตรงไหน

 

 

บางทีอาจจะเท่ห์แถวต่อมหมวกไต

 

 

 

____________________________________________________________________________

 *ข้อความใน พ.ศ. 2545 แก้ไข 10/9/52

 

 

สมัยเรียนวิชา เทคนิคการให้คำปรึกษา เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย

 

ผู้รับบริการอาจจะมีปัญหาจนไม่อาจสื่อสารให้เป็นคำพูดได้ หรือมีภาวะความเครียดและกดดันมากเกินไป

 

วิธีหนึ่งที่จะบำบัด และตรวจสอบสภาวะจิตใจ คือการให้ผู้รับบริการเขียนข้อความอะไรก็ได้

เขียนไปเพื่อระบายสิ่งที่คิด เพื่อลดภาวะกดดันทางจิต

 

อาจารย์ให้นักศึกษารวมกลุ่ม ทำรายงานจากบุคคลจริง  ในสถานที่จริง

แน่นอน มันย่อมไม่ใช่ ในมหาวิทยาลัย

......

 

ต่างคนต่างแยกย้ายไปหาข้อมูล เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ จัดทำรายงานส่งอาจารย์

 

และข้าพเจ้าขี้เกียจออกไปหาหรือแม้จะออกไปทำ

ก็เลยเขียนมันขึ้นมาเอง ก่อนจะส่งให้กลุ่มเพื่อทำรายงานส่งอาจารย์อีกที

 

ผลจากการวิเคราะห์ข้อเขียนคือ

"ผู้รับบริการไม่อาจสื่อสารถึงที่มาของปัญหา มีความสับสนทางจิตใจ ไม่มีความต่อเนื่องทางอารมณ์ คล้ายรู้ถึงที่มาของปัญหา แต่ไม่อาจนำเหตุผลมารองรับ ตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลเป็นเครื่องชี้นำ ควรได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์"

 

 

 

เย็นวันนั้น ข้าพเจ้าถึงได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริง

 

ข้าพเจ้าบ้า 

 

 

สนุกในเพลงเศร้า

posted on 21 Aug 2009 20:43 by somtong18

ช่วงกลางวันข้าพเจ้าฟังเพลง และร้องไปตามจังหวะอันครื้นเครง

ร้องไปเรื่อยจนเมื่อยปาก ไม่นานความสงสัยก็แวบเข้ามา ให้ลำบากสมองเสียอย่างนั้น

 

เพลงสนุกสนานที่เพิ่งจบไป เหตุใดเนื้อหาถึงเศร้าอาลัยได้เพียงนั้น

 

 

ถ้าอ่านไปตามบรรทัด ก็รู้ชัดๆว่าเศร้าได้บรรลัยจักรจริงๆ

  

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็ลองเอาเนื้อเพลงที่มีชีวิตชีวา ลองร้องไปตามทำนองอันเศร้าสร้อยดูบ้าง

ไม่น่าเชื่อว่า ต่อให้เนื้อหาสนุกดีเพียงใด ยามได้ร้องในทำนองครวญคราง ก็ยังมีบางช่วงบางตอน ที่สอดคล้องไปกับความเศร้า

 

มีเพลงๆหนึ่งเขาร้องบอกว่า

"เปรียบเรามีฝันนั้นเป็นดังทำนอง

 ชีวิตก็ดั่งคำร้อง ร้องตามจริง"

 

ทำนองสนุก ต่อให้คำร้องจะทุกข์อย่างไร

ฟังแล้วมันก็ยังสนุกอยู่ดี

 

ไม่แปลกหากมีเรื่องเศร้าเสียใจ

ดูรายการทีวีที่มันขำอย่างไร มันก็ขำไม่ออก

 

แตกต่างกับเวลามีความสุขบันเทิงเริงรื่น

ต่อให้มีคนเอาปืนมาจ่อกบาล เราก็อาจสนุกสนานบานใจได้อีก

 

ข้าพเจ้าว่า ถ้ามีเรื่องหดหู่ใจหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต

ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก บางทีเราก็อาจจะตลกไปตามจังหวะความคิดนั้นไปด้วย

แม้ความเป็นจริง ชีวิตมันจะแสนเศร้าก็ตามที

 

 

 

 

 

 

และข้าพเจ้าไม่เศร้า

เพราะข้าพเจ้าชอบเพลงสนุก

Let's dance !!!

เสเพล

posted on 10 Aug 2009 19:00 by somtong18

ในวันที่ข้าพเจ้าเมาปลิ้น หัวทิ่มคอห่าน

 

ในคืนเดือนหงาย แม้ไร้แสงไฟแต่ก็ยังเห็นเงาตัวเองยามราตรี

 

ก่อนสติข้าพเจ้าจะไม่สมประดี ช่วงวูบหนึ่ง สมองนำทางให้ข้าพเจ้าคิด ถึงชีวิตที่ผ่านมาในสัปดาห์ที่แล้ว

 

ไร้สาระกับชีวิต โดยเฉพาะอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

ข้าพเจ้าปลุกกบาลให้พ้นจากโถชักโครก

สายตามองไปยังก้อนสบู่ด้านล่าง ใต้สายฝักบัว

 

บางทีสบู่อาจจะมีราคามากกว่าชีวิตข้าพเจ้าในช่วงนี้

 

 

 

ในทุกคืนของเมืองกรุง มีบางแห่งที่ยังมีเสียงดนตรีเร่งเร้า มีพนักงานคอยเติมสุราไม่ห่างหาย

และข้าพเจ้าจะนั่งซังกะตายทำเบื้อกอะไร

 

บางวันข้าพเจ้าเต้นอย่างเมามันด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

บางหนข้าพเจ้านั่งร้องเพลงในคาราโอเกะเดียวดายท่ามกลางฝูงเพื่อนที่หลับกันเกลื่อนในเวลาที่ผับทุกที่มันปิดไปแล้ว

หลายครั้งข้าพเจ้านั่งมึนหลังแก้วค๊อกเทล ข้างทาง ย่านถนนข้าวสาร

 

และครั้งเดียวที่ข้าพเจ้าเดินโซซัดโซเซ กลับมาอาเจียนที่บ้าน

 

แน่นอน มันเป็นคืนนี้

 

 

 

ช่วงชีวิตที่ไร้สาระ

ตัวข้าพเจ้าเป็นเพียงพาหนะให้สุราผ่านมาพักพิงเพียงชั่วขณะ

 

เหล้าจากในขวด เดินทางมาอยู่ในตัวข้าพเจ้า

ก่อนที่จะอ้วกทิ้งตามริมทาง

 

ถ้าข้าพเจ้ารินเหล้า เทไปบนพื้น ค่าก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

ที่ผ่านมาจะดื่มกินไปเพื่ออะไร

 

 

ที่ข้าพเจ้าเมาไม่ได้เกิดจากความเศร้า

ข้าพเจ้ากินเหล้าไม่ได้เกิดจากอกหักเหมือนใครเขา

ข้าพเจ้ากินเหล้า เพราะพิสูจน์แล้วว่าดมยากันยุงก็เมาได้ไม่มันส์เท่ากับการดื่มสุรา

 

 

สมัยเป็นเด็กข้าพเจ้าเคยอ่านข้อความของนักเขียนหนังสือกำลังภายในอย่าง โกวเล้ง

โกวเล้งบอกเหตุผลในการกินเหล้าว่า

"ข้าพเจ้ามิได้ชอบในรสของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศในการร่ำสุรา"

 

ข้าพเจ้าสงสัย

ทำไมโกวเล้งไม่กินราดหน้าในวงสุราเสียเลยล่ะท่าน

ถ้าท่านชื่นชอบบรรยากาศในการร่ำสุราจริง ชวนใครมากินเหล้าโดยที่ท่านไม่ต้องกินก็ได้นี่หว่า

ตัดอ้อย ทำสวน กวนกระยาสารท ก็ได้บรรยากาศของการร่ำสุราเหมือนกัน

ถ้ามีวงเหล้า นั่งก๊งอยู่แถวนั้น

 

 

เมื่อโตจนถึงวัยเหล้าเข้าปาก

ข้าพเจ้าถึงซาบซึ้งกับเหตุผลนั้นของโกวเล้ง

 

ช่วงเวลามึนเมา ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าจะอัธยาสัยดีกับคนรอบข้างไปเสียทุกคน

 

โดยเฉพาะเพศตรงข้าม

 

ใครเป็นใคร มาจากไหนก็ไม่รู้ ขอเพียงนั่งข้างๆข้าพเจ้าในผับในบาร์

ข้าพเจ้ากลับคุยฟุ้งเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ชาติที่แล้ว

 

ถ้าคนๆเดียวกันมานั่งติดข้าพเจ้าบนรถไฟฟ้าในเช้าของทุกวัน

เชื่อได้ว่า ทั้งเขาและข้าพเจ้าคงไม่กล้าทำความรู้จักกันเหมือนในสถานการณ์เช่นนี้

 

เหล้าอาจดึงตัวตนที่แท้จริงของเราออกมาโลดโผนบนโลกภายนอก

อาจทำลายอีโก้ หรือพังช่องว่างของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของพฤติกรรมของคน เมื่อการเอาเหล้าเข้าปากกลายเป็นอดีตของนาที

หากบางคนกินเหล้าได้ไม่นาน พฤติกรรมขัดแย้งกับบุคคลิกที่เราเคยเห็นก็จะปรากฏกายออกมา

 

ข้าพเจ้าเห็นคนที่วางตัวสุขุมน่าเชื่อถือ อายุอานามประมาณวัยกลางคน ร้องไห้เหมือนเด็กที่ถูกแย่งขนม

เห็นหนุ่มน้อยเต้นอย่างไม่อาย สะบัดกายพริ้วไหวเหมือนปลาไหลถูกจับใส่กะละมัง ทั้งที่ออกตัวก่อนหน้านี้ว่าเป็นคนไม่ชอบเที่ยว

เห็นสาวๆ ที่เคยวางตัวเรียบร้อย กลับเต้นเย้ายวน บางทีก็เย้ายวนชวนให้กระโดดถีบขาคู่ใส่

 

พฤติกรรมขัดแย้งหลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง

 

หลายครั้งที่ข้าพเจ้าหัวเราะสนุกสนานยามได้พบพานกับพฤติกรรมของพวกเขาตอนมึนเมา

บางหนข้าพเจ้าก็สงสัยตัวเองว่าที่ข้าพเจ้าหัวเราะ เพราะรู้สึกขบขันจริงๆหรือเปล่า?

 

บุคคลที่อยู่โต๊ะข้างเคียงข้าพเจ้า  เคยเป็นคนแปลกหน้าในชั่วโมงที่แล้ว

บัดนี้เราได้รู้จักกัน

เธอคุยเรื่องราวสารพัดอย่างตลกขำ  ข้าพเจ้าก็ควรจะหัวเราะไปกับเรื่องเหล่านั้นใช่หรือไม่?

 

แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเศร้าในจิต

 

ทำไมเราต้องมาคุยกันหลังจากเหล้าเข้าปาก

ทำไมต้องเต้นออกลิงออกค่างอย่างสนุก เมื่อถูกปลุกด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

 

ทั้งที่เราสามารถทำความรู้จักและคุยกันได้ในภาวะสติปกติดีทุกอย่าง

เราสามารถเต้นสนุกสุดสวิงเมื่อได้ยินเสียงดนตรีสุดมันส์

 

เราทำได้ และไม่ผิดกฏหมาย

แต่อะไรเป็นปัจจัยที่เราเลือกจะไม่ทำ

 

ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้ว่า สุราเป็นปัจจัยหนึ่งที่ให้เรากล้าที่จะทำ

 

อีโก้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน เมื่อสุราเมรัยหลั่งไหลสู่กระแสเลือด

 

 

ในคืนที่เราได้ทำความรู้จักกัน และหลังจากที่เธอคนนั้นเล่าเรื่องเฮฮาให้ได้ฟัง

 

ข้าพเจ้า ..กลับบ้านมาร้องไห้

 

 

ไม่อยากรู้ ไม่อยากถาม

posted on 27 Jul 2009 20:19 by somtong18

 

ในเย็นที่พระอาทิตย์หย่อนก้นกลมๆลงทะเล

ฟ้าเหมือนจะสะท้อนแสงนวลของมวลคลื่นลม

 

และข้าพเจ้ายืนมองพร้อมดูดเหล้าในกระติก

 

กระพริบตาไม่กี่หน พระอาทิตย์ก็จมหายไปในเกลียวคลื่น

 

เมื่อความมืดใกล้ถาโถมถึงตัว

ข้าพเจ้าก็ปั่นจักรยานกลับห้อง

 

ลมเค็มๆพัดยาวนาน เนื้อตัวเหนียวด้วยไอของเกลือ

รถจักรยานของข้าพเจ้าไม่มีเบรค นั่นอาจเป็นสาเหตุให้ข้าพเจ้าล้มคว่ำ ห่างจากจุดออกตัวไม่ถึงกิโลเมตร

 

ท่ามกลางความงีบงัน เพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุดที่ใครเขาจะมาพักผ่อนริมทะเล

ข้าพเจ้านอนอยู่ข้างถนน พ้นขอบเขตของสายตาจากทุกคน

ไม่มีรถสักคันแล่นผ่าน

มีเพียงเสียงคลื่น ลมพัด และหมาที่ลุกขึ้นมามองข้าพเจ้า ก่อนจะล้มตัวไปนอนเหมือนอย่างเคย

 

ข้าพเจ้านอนแหงนมองดูยอดต้นสนปลิวไปตามจังหวะคลื่นลม

เลิกหาคำตอบ ว่า"ชีวิตเกิดมาทำไม?" มาตั้งนานแล้ว

จนถึงวันนี้ วันที่นอนหงายสบายอารมณ์ ไม่สนใจแผลถลอก

 

 "เราเกิดมาทำไม?"

 

หึ หึ

ข้าพเจ้ายังคงขี้เกียจหาคำตอบ

 

ที่เลิกหาคำตอบ เพราะรู้ว่านั่นไม่ใช่คำถาม

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีคำถาม

แน่นอน คำตอบก็ไม่มีเช่นกัน

 

 

คำถามเกิดจากการไม่รู้

คำตอบมีไว้ให้เข้าใจ

 

ในโลกของข้าพเจ้าไม่มีทั้งคำถามและคำตอบ

 

 

 

เพราะข้าพเจ้าเบื่อที่จะสงสัย

เหนือสิ่งอืนใด

 

ข้าพเจ้าขี้เกียจที่จะเข้าใจ

 

 

ก็อย่างว่า...