ดีกว่า

posted on 19 Nov 2011 20:54 by somtong18
 
"เวลารู้สึกสิ้นหวังกับชีวิต ให้ลองมองคนที่เขาด้อยกว่าเรา คนที่พิการ คนที่ขาดโอกาส แล้วจะรู้สึกว่าตัวเรานั้นดีกว่าพวกเขาตั้งเยอะ"
 
แรกที่ได้ยินประโยคนี้ ข้าพเจ้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วยหลังควันบุหรี่
 
 
 
เมื่อดูดบุหรี่จนเพลิงสีแดงลามไล่จนหมดมวน
 
ข้าพเจ้าถุยให้กับชีวิตหนึ่งที และมีความเห็นว่า
 
 
คนเหล่านั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ใครมอง แล้วทำให้เรารู้สึกว่าตนเองดีกว่าเขานะครับ
 
 

ข้าพเจ้าคือ

posted on 10 Dec 2010 22:37 by somtong18
คนที่เดินฟังเสียงเท้าตนเอง
คนที่ขี่จักรยานทุกเย็นโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน
คนที่ซื้อหนังมาเก็บไว้เต็มบ้านแต่ดูเฉพาะเรื่องเดิมซ้ำๆ
คนที่เข้าเซเว่นโดยไม่รู้จะซื้ออะไร
คนที่เดินนับแผ่นกระเบื้องบนทางเดิน
คนที่ไม่อาจพิมพ์ข้อความบน facebook ในช่อง what's on your mind?
คนที่กินข้าวไม่ปรุง
คนที่อ่านหนังสือจบเล่มโดยลืมใจความในหนังสือทั้งหมด
คนที่พูดซ้ำข้อความเดิมเพราะไม่รู้ตัวว่าพูดไปแล้ว
คนที่จำหน้าใครไม่ได้
คนที่ตื่นมาทุกเช้าโดยไม่รู้ว่าวันนี้คือวันอะไร
คนที่มีความสุขเมื่อได้ใช้ไขควงขันน๊อต
คนที่ไม่ดูทีวี
คนที่ไม่ฟังวิทยุ
คนที่เห็นภาพหลอนทุกครั้งที่เข้านอนยามดึก
คนที่พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
คนๆนั้น คือ ข้าพเจ้า

เริ่มเข้าใจ

posted on 20 Oct 2010 20:19 by somtong18
เมื่อก่อน
ข้าพเจ้าอ่านหนังสือมาก นักเขียนคนไหนดัง เรื่องใดที่เขาว่าอ่านยาก หรืออ่านแล้วดูดีดูมีรสนิยม
ข้าพเจ้าก็อ่านไปหมด
เสพสื่อทุกชนิด
จนเข้าใจว่าข้าพเจ้ารู้เรื่องเสียรอบด้าน
เมื่อก่อน
ข้าพเจ้าอยากรู้จักคนเยอะๆ เพื่อที่จะได้คุยแลกเปลี่ยนความรู้และความเห็น
จนคนบอกว่าข้าพเจ้าฉลาด รู้ไปหมดทุกสิ่ง
เมื่อก่อน
ข้าพเจ้าพยายามเขียนหนังสือด้วยภาษาสำนวนสวิงสวาย
จนเข้าใจไปว่าลีลาการเขียนของข้าพเจ้านั้นพอใช้ได้
วันนี้
ข้าพเจ้าเลิกดูทีวีอย่างเด็ดขาด
หนังสือที่เขาว่าดีว่าดัง ถ้าอ่านแล้วรำคาญข้าพเจ้าก็ไม่พยายามยัดเข้าใส่กบาลตัวเอง
เพราะ มูราคามิ ไม่ทำให้ข้าพเจ้าเท่ขึ้น
และ ดอลสตอย ไม่ทำให้ข้าพเจ้าฉลาดขึ้น
ข้าพเจ้าตระหนักว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่ขวยขวายอยากรู้อยากเข้าใจ
มันไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจมันอย่างแท้จริง
สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยรู้ มันก็แค่ข้อมูลและความคิดของหนังสือที่ข้าพเจ้าเคยอ่าน
สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยพูดคุย มันก็แค่การตกผลึกของประสบการณ์ของคนอื่น
สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเขียน มันก็มาจากอิทธิพลของนักประพันธ์ต่างๆที่เคยอ่านผลงานมาทั้งชีวิต หล่อหลอมเป็นลีลาสำนวนของตัวเอง
จริงๆ แล้วข้าพเจ้ากลับไม่รู้อะไรเลย
น่าแปลก เมื่อรู้สึกว่าเราไม่รู้อะไร
แต่ข้าพเจ้าเริ่มที่จะเข้าใจ..

พอดี

posted on 24 Aug 2010 19:16 by somtong18

วันนี้รู้สึกว่า

 

ข้าพเจ้าจะมีจักรยานเยอะเกินไปแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ จากประตูห้องถึงเตียง ข้าพเจ้าต้องเดินวนเวียนเพื่อหลีกทางให้จักรยานที่จอดอยู่เรียงหลาย ก่อนจะถึงที่หมายคือฟูกนอน

ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกลำบากอะไร

 

ระหว่างนอน จะพลิกตัว แขนขาจะตวัดไปโดนชิ้นส่วนจักรยานบ้าง

ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา

 

หลายหนที่นั่งกินบะหมี่จ้องดูหนังดีวีดี และแฮนด์จักรยานจะยื่นไปบังทีวีเกือบครึ่งจอ

ข้าพเจ้าก็เอียงคอดูหนังเรื่องนั้นจนจบ

 

ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไร

 

จนมากระทั่งวันนี้

วันที่ข้าพเจ้าแบกจักรยานคันใหม่ จะยกเอามาใส่ในห้อง

ที่ว่างเพียงที่เดียวที่ปรากฏจากสายตา

 

มันคือเตียงนอนของข้าพเจ้าเอง

..

..

..

..

..

..

ข้าพเจ้าค่อยๆยกจักรยานไปวางบนเตียงนอน

แล้วเดินอ้อมจักรยานคันอื่นๆ เพื่อออกไปนอกห้อง

ขับรถไปร้านกาแฟ จุดบุหรี่ อัดควันไฟเข้าปอด และทอดสายตาดูเมฆน้อยลอยเคว้งกลางเวหา ในเวลาบ่ายสองกว่าๆ

..

..

...จักรยานเยอะไปนะ 

 

ข้าพเจ้าตัดสินใจคิดว่า จักรยานมันมีมากไปเมื่อวินาทีนั้นเอง

 

 

 

คนทุกคนมีสิ่งที่ชอบ

และสิ่งที่ชอบบ้างเป็นวัตถุบ้างก็เป็นนามธรรม

 

แต่เมื่อชอบแล้วก็มักจะหลงใหล บ้างก็เผลอใจรักหัวปักหัวปำ

 

ข้าพเจ้าชอบจักรยาน แม้จะหาซื้อมาหลายคัน เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ขี่เสียทุกคัน

ไม่รู้ซื้อมาทำไม

 

 

ใครบางคนทำงานที่ตัวเองเกลียด เพื่อหาเงินมาซื้อของที่ไม่จำเป็น

 

แน่นอน เป็นข้าพเจ้า

 

 

เพื่อนข้าพเจ้ามีพี่ชายซึ่งถนัดในเรื่องซ่อมแซมวงจรไฟฟ้า

 

ข้าพเจ้าออกปากชวนให้พี่ชายเขามาช่วยดูเครื่องเสียงที่บ้านข้าพเจ้าให้หน่อย

มันคล้ายจะมีปัญหา

 

เพื่อนบอกปฏิเสธ และอ้างเหตุว่าพี่ชายเขาไม่ว่าง

จากคำกล่าวอ้างประโยคนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักสมาคมลับแห่งหนึ่ง

 

"สมาคมคนรักไฟฉาย"

 

และพี่ชายมันเป็นสมาชิกอยู่

สาเหตุที่ไม่ว่าง เพราะวันนั้นบังเอิญมีมีทติ้ง

นัดกันไปกินข้าวของเหล่าคนรักไฟฉาย พอตกกลางคืนก็ชวนกันไปส่องไฟกัน

ไฟฉายใครไฟแรง ออกแบบสวยงาม นัยว่าหาได้ยาก จะเป็นที่ชื่นชูของผู้ร่วมสมาคมมาก..

 

 

..ยอมรับว่าแรกที่ได้ยิน

ข้าพเจ้ารู้สึกขำสุดๆ

 

แต่เมื่อย้อนมาดูตัวเอง ข้าพเจ้าก็ขำไม่ออก

 

 

คนเรามีความสุขต่างกัน

บางคนเอาความสุขไปผูกกับสิ่งๆหนึ่ง

 

ได้มาก็ดีใจ เก็บไว้ก็เฉยๆ พอมันหายไปเลยก็คร่ำครวญ

 

เราอยู่ในภาวะที่แสวงหาความพอดีในชีวิต

 

ถ้าข้าพเจ้ามีบ้านขนาด 14 ไร่กับอีก 2งาน

และจักรยานข้าพเจ้าที่มีหลายคันนั้น มันก็คงดูไม่เยอะเท่าไร

 

แต่ในห้องข้าพเจ้า เมื่อจักรยานต้องยกใส่เตียง เพราะมันไม่เหลือที่จะวาง ข้าพเจ้าก็ครวญครางว่ามันมีเยอะเกินไปแล้ว

 

 

อะไรน้อยไป อะไรมากไป

 

คงตัดสินในความรู้สึกของใครสักคน

 

ธวัชชัยเห็นจักรยานที่เรียงรายในห้อง และบอกข้าพเจ้าว่ามันมีมากเกินไป

ธวัชชัยพูดจบก็ออกไปเตะตะกร้อลอดห่วง

 

ธวัชชัยชอบเตะตะกร้อมาก

 

เมาะละเมิง เป็นนักศึกษาพม่า เห็นว่าข้าพเจ้ามีจักรยานเยอะ แต่ยังเยอะไม่พอ

เขาว่าจักรยานดีๆ นอกจากของอิตาลีกับญี่ปุ่นแล้ว

ข้าพเจ้าต้องได้ครอบครองจักรยานของพม่า ที่ผลิตแถบลุ่มแม่น้ำเมียววดีอีกคันด้วยถึงจะถูกต้อง

 

เมาละเมิง คิดว่าข้าพเจ้ามีจักรยานน้อยไป

ว่าแล้วเขาก็ขี่จักรยานออกไปส่งขนมกุยช่ายขายตามยถากรรม

 

เมาะละเมิง ชอบขี่จักรยานมาก

.

.

.

.

อะไรคือความพอดี

 

อังเดรบอกว่าเยอะมาก  ชนกนาถอาจกล่าวว่าน้อยนิด

จันทโครพเห็นว่าดี แต่มองในสายตาฤาษีอาจดูว่าแย่

 

 

 

  

กับจักรยาน ต่อให้ข้าพเจ้ามีหัวเข่าสิบแปดข้าง ข้าพเจ้าก็ขี่มันไม่ได้หมดในคราวเดียว

มันก็ขี่ได้ทีละคัน และคันที่ไม่เคยได้ขี่นั่นล่ะมั้งที่ว่ามันมีมากเกินไป

 

ในเรื่องของตัวเอง อะไรคือความพอดี คงมีข้าพเจ้าคนเดียวที่จะตัดสิน

 

 

 

 

แต่กับเรื่องเธอ

..

..

..

..

..

 

 

 

 

เซอร์

posted on 07 Aug 2010 23:38 by somtong18

สมัยเรียนหนังสือ เพื่อนสาวหลายคนมักจะบอกกับข้าพเจ้าว่า

"ดูเธอแต่งตัวเซอร์จังนะ"

 

ข้าพเจ้าหันไปตอบว่าไม่ได้เซอร์  ที่เห็นแต่งตัวแบบนั้นเพราะข้าพเจ้า

 

"จน"

 

อย่าว่าแต่มีเงินไปซือเสื้อผ้าเลย แค่ซื้อข้าวกินก็ยากเย็นเข็ญใจ

 

 

สิบปีที่แล้วตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าใส่กางเกงขาเต่อ

ใส่แล้วพับขอบกางเกงขึ้นมาเกือบถึงเข่า ไม่ได้คิดว่าเท่ แค่ต้องการปิดบังความเต่อของกางเกงไว้

 

ด้วยความที่ซื้อกางเกงมือสองมาเห็นว่าเอวได้ขนาดและขี้เกียจลองก่อนซื้อ

 

ผลคือในมหาลัย เพื่อนผู้จึงคิดว่าข้าพเจ้าแต่งตัวไม่สนใจแฟชั่น

 

(ปัจจุบันการใส่กางเกงขาเต่อๆแล้วพับขอบกางเกงกลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ อาจมีที่มาจากการแต่งตัวของ Messenger Boy ที่ตั้งพับขากางเกงเพื่อขี่จักรยานส่งเอกสาร)

 

ในยุคที่ยังไม่มีคำว่า"แนว"และนิตยสาร a day เพิ่งจะตีพิมพ์ครั้งแรก

หลายคนบอกว่าข้าพเจ้าแต่ตัวได้ เซอร์ ดีแท้

 

คำตอบอยู่ในข้อความข้างต้น

ไม่มีอะไรมากก็แค่ซื้อมาแล้ว มันก็ต้องใส่ และไม่มีตังค์ไปซื้อใหม่ก็เท่านั้น

 

ที่น่าประหลาดใจไม่ใช่การทักถึงการแต่งตัวของตนเอง

แต่ที่ข้าพเจ้าสงสัยคือ ไอ้คำว่า"เซอร์" นี่ต่างหาก

 

 

หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ และคงมีไม่น้อยก็คิดว่า เซอร์ มันเป็นการแต่งตัวประเภทหนึ่ง

ไม่สนใจแฟชั่น แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ บางทีอาจแลดูสกปรกเสียด้วยซ้ำ

 

แต่อันที่จริงเซอร์มาจากคำว่า เซอร์เรียลิสม์ (Surrealism)

เป็นกึ่งกลางระหว่างความฝันกับความจริง

เอาความฝันมาอยู่ในชีวิตจริง และเอาชีวิตจริงไปลอยเคว้งในความฝัน

ว่ากันว่าเป็นแนวความคิดขบถชนชั้นกลาง ต่อต้านและกฏเกณ์

บูชาจิตใต้สำนึก โดยถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความคิดบริสุทธิ์

ส่งเสริมให้ปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน

 

จะว่าไป มาคิดๆดู เห็นทีข้าพเจ้าก็คงเซอร์จริงๆ

ไม่ใช่เพราะแต่งตัวเซอร์ แต่เป็นเพราะนิสัยอย่างว่านั่นแหละ

 

ขวางโลก

อยากจะทำอะไรก็ทำ

อยากจะพูดอะไร รู้สึกอย่างไรก็แสดงออก

โดยไม่สนใจคนรอบข้าง

 

คำว่า"เซอร์" กับคำว่า"กวนตีน" ในความหมายของเพื่อนข้าพเจ้า

บางทีอาจจะดูคล้ายกัน

 

ยืนยันว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าทำ ถ้าท่านอยู่ในสังคม

มันจะดีถ้าท่านเป็นฤษี อาศัยเด็ดผลไม้กินในป่า และเล่นโยคะเป็นงานอดิเรก

 

เพราะสิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึก เป็นสิ่งที่น่ากลัวกับคนรอบข้าง

มันอาจทำลายระบอบทางสังคมได้เลยทีเดียว

 

ท่านไม่อาจหัวเราะเพราะบังเอิญนึกถึงเรื่องตลกได้ในงานศพ

ไม่อาจลุกขึ้นมาร้องเพลงฉ่อยในขณะประชุม ทั้งๆที่อยากทำ 

 

เซอร์เรียลิสท์ จึงถูกระบายออกมาในงานศิลป์

ทั้งวรรณศิลป์และทัศนศิลป์

 

คำว่า ติ๊สท์แตก หรือคำว่า อารมณ์ศิลปิน อาจจะเป็นซับเซ็ตของคำว่าเซอร์ก็เป็นได้

คำเหล่านี้ไม่ใช่คำชม ข้าพเจ้าว่าออกจะดูเป็นคำด่าอย่างสุภาพเสียมากกว่า

 

ด้วยความที่ แสดงให้เห็นว่า ห้วงอารมณ์เหล่านั้น เรายึดที่จิตตนเองเป็นศูนย์กลาง และสร้างระยะห่างระหว่างตนเองกับสังคม

 

ส่งผลให้เข้ากับคนยาก

ที่แย่กว่า คือเราก็เข้ากับตนเองไม่ได้เหมือนกัน

 

ไม่รู้ตัวว่าในสถานการณ์ใด ควรพูดและแสดงออกในสิ่งใด

 

ถึงบรรทัดนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเหตุใด ขบวนการเซอร์เรียลิสม์ถึงต่อต้านกฏเกณ์ทางสังคม

นั่นเพราะ สังคมไม่อาจรับพวกเขาได้ต่างหาก

 

ถ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของบุคคล

สังคมก็ไม่เป็นสังคม

เราก็จะกลายเป็นหมีขั้วโลก

หากินอย่างโดดเดี่ยว พอถึงเวลาก็มาผสมพันธุ์และก็แยกย้ายกันไป

 

ไม่มีความผูกพันธ์

 

 

หลายคนคงอยากเป็นหมีขั้วโลก

โดยเฉพาะห้วงเวลาผสมพันธ์

แยกจากโดยไม่มีพันธะ

 

ว่าไปแล้ว เซอร์เรียลิสท์ก็ให้ความสำคัญ แรงกระตุ้นทางเพศอย่างเห็นได้ชัด

อาจเพราะได้อิทธิพลจาก ผลงานของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ในช่วงนั้น

ที่ว่าแรงผลักดันทางเพศก่อให้เกิดพฤติกรรม

 

ประหนึ่งเป็นลัทธิความเชื่อ

ปรากฏในหนังสือและนวนิยายหลายเล่ม

แม้ในนวนิยายขายดีเรื่อง Da Vinci Code ก็ยังมีให้เห็น

ถึงความเชื่อเรื่อง "ออกัสซั่ม"

 

เป็นภาวะละทิ้งตัวตน อัตตาของเราสูญสลายไป

ไม่มีความคิดใดๆ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบันขณะ

และนั่นคือความสุขอย่างสมบูรณ์

 

ข้าพเจ้าว่าคนเซอร์ที่แท้จริงก็เหมาะกับคนที่เซอร์ๆเหมือนกัน

ถ้าเจอคนปกติทั่วไป แค่ชวนไปละทิ้งอัตตาในความหมายดังกล่าว ก็อาจถูกตบหัวทิ่มได้ง่ายๆ

 

 

 ฟังแล้วเหมือนกับว่า "เซอร์" จะมีชีวิตที่ลำบากในสังคม

แต่ข้าพเจ้าว่าหลายสิ่งรอบตัวเราก็แฝงความเซอร์ได้อย่างแนบเนียน

 

มีโฆษณาของนาฬิกาเรือนนึง

บอกสรรพคุณว่าสามารถใส่ดำน้ำได้ลึกถึง 2,500 ฟุต

 

ไม่มีมนุษย์คนไหน ดำน้ำได้ลึกขนาดนั้น

จะมีก็แค่วาฬหัวทุยที่ทำได้

และวาฬหัวทุย มันใส่นาฬิกาซะที่ไหน

 

 

แต่นาฬิกานี้ก็ทำขาย และราคาแพงมาก

ที่สำคัญมันมีคนซื้อเสียด้วยซิ

 

 

ในภาวะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความฝันและความเป็นจริง

 

นาฬิกาที่ว่านั้น เป็นคนมีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้หรอกนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

มันต้อง"เซอร์" ด้วย

 

มาทำลายโลกกันเถอะ

posted on 25 Jul 2010 20:46 by somtong18

ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้ยินผู้คนรณรงค์ให้ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมจนชินหู

 

ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

ประหยัดน้ำไฟลดการใช้น้ำมัน กลัวเกิดภาวะโลกร้อน

 

แรกที่ได้ยิน อดชื่นชมเสียไม่ได้

ผู้คนเป็นห่วงโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลกกันดีจริงๆ

 

กลับมาคิดๆดู เราเป็นห่วงโลกหรือเป็นห่วงตัวเราเองกันแน่

 

ถ้าโลกไม่ร้อน ไม่เกิดภัยธรรมชาติ คนเรามันจะคิดอะไรแบบนี้ไหม

 

ถ้าเราอาศัยบนดาวพลูโต แล้วส่องกล้องมาดูดาวโลก เห็นภาวะวิกฤติทางสิ่งแวดล้อม

เราจะยังสนใจสภาวะดังกล่าวอยู่หรือเปล่า

 

เพราะเราไม่มีส่วนร่วมกับดาวดวงนั้นเลยสักนิด

 

แต่เราอาศัยอยู่บนโลก

และสิ่งที่เกิดกับโลกนั้น เราไม่ต้องกลัวหรอกว่าโลกจะเสียหาย

 

โลกเขาปรับภาวะสมดุลย์ของเขาเองได้

 

ที่สภาพแวดล้อมที่แปรปรวน นั่นเพราะโลกเขาปรับสมดุลย์ตามเหตุและผล

ทุกสิ่งมันเป็นพลวัตร มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา

 

จะยึดติดให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล มีหน้าหนาวสามสี่เดือนเหมือนร้อยปีที่แล้วมันไม่ได้หรอก

ก็ตามที่หลักศาสนาท่านว่า

 

ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง

ทุกสิ่งต้องมีความเคลื่อนไหว

และสิ่งใดมีขึ้น และตั้งอยู่ ย่อมเคลื่อนไหวไปสู่ความเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น

 

จะเสื่อมเร็วเสื่อมช้า ก็ว่ากันตามมิติของแต่ละองค์ประกอบปัจจัย

 

โลกมันร้อน น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย ควายป่าจะสูญพันธ์ มันก็ต้องเป็นไปตามความเสื่อมเหล่านั้น

 

ถ้ามนุษย์เราสงสารโลกและเป็นห่วงสิ่งมีชิวิตกันมากจริงๆ

แนะนำให้เอามีดปาดคอตัวเองทั้งหมดทุกคน

 

ข้าพเจ้าว่าบางทีฝนอาจจะตกตามฤดูกาลเหมือนดังหวัง

แต่คงไม่เหลือใครให้ปักดำนาอีกต่อไป

 

สัตว์ทั้งหลายก็คงสบายขึ้นในโลกที่ไม่มีมนุษย์

 

แต่ใครจะทำ

และแน่นอน ข้าพเจ้าไม่ทำ

 

ข้าพเจ้าขอย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลก

โลกไม่ได้เสียหายหรือกำลังป่วยตาย

โลกปรับสมดุลย์และรักษาตัวเองตามภาวะที่เหมาะสมได้แน่

แต่มนุษย์เรานี่แหละที่จะตาย

 

ดังนั้นการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนอาจจะต้องเปลี่ยนเป็น

"ลดภาวะเราร้อน"

 

หลายคนคงเคยสงสัยว่า โลกให้กำเนิดมนุษย์ขึ้นมาเพราะอะไร?

ข้าพเจ้าคิดว่า เพราะเมื่อโลกได้อุบัติขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีความเสื่อม

และมนุษย์เรานี้แหละที่เกิดมาพร้อมเจตจำนงค์แห่งธรรมชาติอันนี้

 

คือเกิดมาเพื่อทำลายโลก

 

ว่าเข้าไปนั่น

แต่ใครจะเถียงว่าเราไม่เคยทำให้โลกเสียหายเลยสักครั้ง

ใช่ไหม?

 

และการที่เรารณรงค์รักษาธรรมชาติ เป็นการบิดเปือนเจตนารมณ์ของโลกหรือเปล่า?

 

จะว่าไปคนเราก็เป็นเหมือนกับ เอนโทรปี (Entropy) ในระบบอะไรสักอย่าง

คือสภาวะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เอนโทรปียิ่งมีมาก ความยุ่งเหยิงยิ่งเยอะ

มีแต่ความเสื่อมลง และไม่สามารถย้อนกลับไปในความสมบูรณ์ก่อนได้อีก

 

ถ้าเราคือความเสื่อมของโลก

และไอ้ความเสื่อมทั้งหลายกลับคิดจะมารักษาโลก

 

เพราะกลัวจะไม่มีโลกให้เราได้ทำเสื่อมอีกหรือไม่นั้น

อันนี้ไม่แน่ใจ

 

แต่ที่แน่ใจได้เลยคือ บทความนี้อ่านแล้วดูเสื่อมๆอย่างเห็นได้ชัด

สงสัยว่างเว้นไม่ได้เขียนมาเสียนาน

 

 

ปลายปี 2551 ข้าพเจ้าขี่จักรยานขึ้นไปเชียงใหม่

นัดเพื่อนที่อยู่เชียงใหม่กันไว้ดิบดี สิ่งแรกที่เพื่อนมันทักคือ

"คิดไงขี่จักรยานมาวะ ทำไมไม่นั่งเครื่อง นั่งรถอะไรมา จะลำบากไปทำไม"

"ขี่จักรยานลดภาวะโลกร้อนเว้ย"

"แล้วที่มึงขี่มาเนี่ย ร้อนมั้ย"

"เออ ร้อน"

 

บางที และบางที สิ่งที่เราทำไปถ้าไม่ใช่เพื่อตนเองก็เพื่อคนอื่น

และสิ่งที่เหนือกว่านั้นก็คือเพื่อโลก

 

โลกที่ร้อนชิบเป๋ง

 

อารมณ์แมงกะพรุนไฟ

posted on 06 Apr 2010 14:01 by somtong18

ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง

ข้าพเจ้าลอยตัวในยานอวกาศเพียงลำพัง

บนนี้ไม่มีมาตรฐานเวลา และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ กว่ายานจะพุ่งชนอะไรสักอย่าง รุนแรงพอที่จะทำให้ข้าพเจ้าเสียชีวิต และเกิดใหม่เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ห่างจากโลกหลายหมื่นล้านกิโลเมตร

 

เหตุเกิดเมื่อวันลอยกระทงสามปีก่อน

ข้าพเจ้าเดินเตร็ดเตร่ มือถือกระทงเหว่ว้า ในเวลาทุ่มกว่าๆ ที่ริมสะพานพระรามแปด

ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกิดขึ้นและรู้สึกไร้ค่าเพราะไม่สามารถชักชวนใครมาลอยกระทงด้วยกัน

..แม้สักคน

 

ผู้คนมากมายล้นหลามต่างทยอยกันลอยกระทงในแม่น้ำสีทะมึน แต่สวยงามด้วยแสงเทียนประดับ

สะพานพระรามแปดถูกแสงไฟส่อง เผยให้เห็นความงามของลวดเหล็กเส้นเขื่องที่รั้งท้องสะพานไม่ให้หล่นไปเป็นอาหารของแม่น้ำ

ในขณะที่ข้าพเจ้ากลั้นใจอฐิษฐานเพียงลำพัง โดยมีธูปและเทียนเป็นพยาน

 

เมื่อเงยหน้าขึ้น แสงเทียนบนกระทงได้สะท้อนทำมุมกับเส้นลวดมหึมาของสะพาน

ระบุถึงสัญลักษณ์อันน่าพิศวง

เมื่อมองไปยังตำแหน่งจุดรวมเส้นลวดยักษ์ พบว่าเป็นเสาค้ำสะพานอันตระหง่านหนึ่งเดียว บนยอดนั้นมีโดมที่สว่างไสว และที่เหนือกว่านั้น คือท้องฟ้าที่มีดวงดาวส่องแสงระยิบพราวอันไกลโพ้น

 

 

อยากเด่นเหมือนดาวกลางฟ้านั้นบ้างจัง

 

ข้าพเจ้าจึงบรรลุในสมการเปิงเมิง 3 ชั้น ในทันใด (ทฤษฏีดังกล่าวโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวพม่า ว่าด้วยวิธีการไปดวงดาว แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าหันไปเอาดีในการพัฒนาสูตรยาหม่องจนร่ำรวย ไม่สนใจสมการนั้นอีกต่อไป)

 

ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะไปยังดวงดาว เพื่อหลีกหนีจากความเป็นคนธรรมดาที่น่าเบื่อบนโลก

กลายเป็นคนเด่นดังที่เดินทางไปยังดวงดาวอันไกลแสนไกลเพียงลำพัง

คุณจำสามัญชนที่เหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกได้ไหม

 

นั่นแหละ ข้าพเจ้าต้องการเป็นความทรงจำ และปรากฏบนแบบเรียนสำหรับคนทั้งโลก

ข้าพเจ้าอยากเป็นประวัติศาสตร์ เพื่อคนบนโลกจะหันมาสนใจบ้าง

 

ขั้นแรก

ข้าพเจ้าเริ่มแผนการโดยเดินทางไปเมืองซัวเถา เพื่อดูการปล่อยกระสวยอวกาศในประเทศจีน

ผู้คนให้ความสนใจกันน้อย เพราะเห็นกันจนชิน นั่นเป็นเหตุผลที่ดี ในการเดินทางครั้งนี้ของข้าพเจ้า

 

โดยพื้นฐานของข้าพเจ้าที่ผู้อื่นไม่ค่อยให้ความสนใจกันนัก  การแอบเข้าไปในยานอวกาศลำนี้จึงเป็นไปอย่างง่ายดาย

จนกระทั่งการส่งยานอวกาศจากฐานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ในขณะที่ยานหลุดจากแรงดึงดูดของโลก ข้าพเจ้าก็ถูกนักบินอวกาศชาวจีนพบจนได้

 

"เฮ้ย ลื้อเปงไควะ"

ข้าพเจ้ารวบรวมสติ และใช้หลักสมการเปิงเมิง 3 ชั้นในทันที

ข้าพเจ้าเอานิ้วจิ้มยาหม่องแล้วเอามาป้ายตา จมูกและลิ้นไก่ของนักบินจีนชะตาขาดคนนี้อย่างรวดเร็ว

"ไอ้หยา แสบชิบเป๋ง" เขาร้องและลงไปนอนดิ้นทุรนทุราย

(สมการเปิงเมิง 3 ชั้น ของชาวพม่า เป็นวิธีป้ายยาหม่องอย่างรวดเร็วแก่นักบินอวกาศโดยเฉพาะ)

 

เมื่อคนบนยานโกลาหล ข้าพเจ้าจึงรีบไปที่ยานสำรวจ และปล่อยยานดังกล่าวออกจากยานแม่ทันที

 

ข้าพเจ้าจึงเป็นอิสระ ออกเดินทางในอวกาศตามลำพังเป็นผลสำเร็จ

 

ก็อย่างที่ มิลาน คุนเดอรา นักเขียนชาวเช็กเคยว่าไว้

ความเป็นอมตะไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาว แต่เป็นการใช้ชีวิตตลอดกาล ในความทรงจำของคนอื่นตลอดไป

 

ถึงแม้จะตายไปทางกายภาพ แต่ก็ยังดำรงค์อยู่ในสมองของคุณ และสืบทอดความทรงจำไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด

 

ใครสักคนที่ตายไปโดยไม่มีอยู่ในความระลึกของผู้ใดเลยนั้น ช่างน่าอดสูอย่างให้อภัยไม่ได้

และข้าพเจ้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น

 

 

........................................................

 

 

ในยานอวกาศ ของปัจจุบันขณะ

 

ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเชื่องช้า และถ้ามันจะมีเวลาบ้าง มันก็คงผ่านเราไปอย่างเนิบนาบและนานแสนนาน

 

บางครั้ง ข้าพเจ้าก็สัมผัสได้ถึงความเหงา

 

แม้จะอยู่ห่างไกลจากโลกขนาดนี้ ความเหงาก็ยังไม่วายที่จะตามมาจนได้

และดูเหมือนจะทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อความเหงามีมากเกินจะทนไหว

ร่างกายของข้าพเจ้าจึงปรับสภาพให้งอกตัวเองอีกคนออกมาจากสีข้างของข้าพเจ้า

เพื่อนั่งคุยกันแก้เหงา

 

บนยานอวกาศลำนี้ จึงมีข้าพเจ้าสองคนนุ่งคุยสนทนากัน ในสถานที่ ที่ห่างไกลจากโลกหลายล้านกิโลเมตร

 

เมื่อได้ลองคุยกับตัวเอง ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าตนเองกวนตีนมาก

 

 

 

เวลาผ่านไปนานแสนนานอีกครั้ง

ข้าพเจ้าก็พบว่าบนยานอวกาศลำนี้ มีตัวข้าพเจ้าเองทั้งหมด 18 คน

ต่างคนต่างงอกออกมาจากใครสักคนที่เป็นข้าพเจ้า

มันออกมาเพื่อแก้เหงา และดูท่าทีมีแนวโน้มที่จะออกมากันเรื่อยๆ

 

บางที การที่เราอยู่กับตัวเอง ไม่ว่ากี่คนก็แล้วแต่ ความเหงาก็ไม่เคยหายไป

 

"อยากกลับโลก"

"กลับไปไม่ได้ ถ้ากลับได้จริง เวลาบนโลกก็เปลี่ยนไปนานแล้ว"

"กลับไปก็พบแต่ความเปลี่ยนแปลง สังคมที่เคยอยู่ก็อาจไม่เหลือแล้ว เผลอๆ บนโลกอาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่ด้วยซ้ำ"

"จริงหรือ ตั้งแต่ออกจากบ้านมายังไม่ได้คืนหนังที่เช่ามาเลย"

"ลืมได้ไง ป่านนี้ค่าเช่าเท่าค่าบ้านแล้วมั้ง"

"บางทีเราทั้งหมดอาจจะกลับโลกได้"

"ไม่มีเหตุผลที่จะทำได้"

"แล้วการที่มีตัวเราเอง 18 คนมันมีเหตุผลนักหรือไง"

"แล้วจะกลับยังไง"

"จะไม่ยากอะไร เราจะกลับไปยังสถานที่เดิม เวลาเดิม ทุกอย่างต้องไม่เปลี่ยนแปลง"

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็ลุกไปรำวงมาตรฐานสองรอบ หยิบด้ามแปรงสีฟันขึ้นมาเลีย และร้องเพลง Yellow Submarine ไปพร้อมๆกัน

ทันใดนั้นร่างข้าพเจ้าก็ค่อยๆหายไป...

 

 

"ทุเรศจริงๆ ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย"

"เหตุผลใช้ได้เฉพาะกับปัจจัยในแต่ละสถานที่ บนนี้เราใช้เหตุผลเดียวกันกับบนโลกไม่ได้ ขณะเดียวกันเมื่ออยู่บนโลก มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องมานั่งเหงาเหมือนที่นี้อีก"

 

...................................................

 

บนโลก

บางทีโลกอาจจะไม่เคยมีความเหงา และเราต่างหากที่รู้สึกว่ามันมีอยู่จริง

 

ข้าพเจ้าลืมตามาอีกครั้ง เพื่อพบแสงไฟจากธูปเทียนบนกระทง

ข้าพเจ้ามัวแต่อธิษฐานให้ใครต่อใครมาสนใจ และเห็นถึงการมีตัวตนของเรา

จนลืมไปว่าข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เคยคิดจะจดจำหรือให้ความสำคัญกับผู้ใดเลย

และการมาเรียกร้องให้คนมาสนใจ จึงดูไม่ค่อยจะยุติธรรมสักเท่าไหร่

 

 

หลังจากปล่อยให้กระทงปลิวละลิ่วบนสายน้ำ

สิ่งแรกที่ต้องทำ ก่อนจะลืมกันไป

ข้าพเจ้าจะกลับไปคืนหนังที่เช่า

หากจะมีค่าปรับ ก็ยุติธรรมดีในเหตุผลที่ลืมเลือน

 

 

 

 

 

 

 

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สารกระตุ้น ฉบับเดือนกันยายน 2549

กลัว

posted on 23 Mar 2010 23:12 by somtong18

 

แม่เพิ่งฆ่าคนตาย

 

หลังจากที่เหนี่ยวไกปืนใส่กบาลชายคนนั้น

คำว่า ฆาตกร ก็แปะอยู่บนหน้าผากแม่

 

ทันทีที่ชายคนนั้นสิ้นลม ชีวิตแม่ก็เพิ่งเริ่มต้น

 

 

 

ที่บ้าน

ไม่มีใครร้องเพลงหลังจากวันนั้น

ไม่มีใครสนใจปลาทองที่ว่ายวนอยู่ในตู้

ไม่มีใครหัวเราะหน้ารายการทีวีสุดขำ

และดูเหมือน ไม่มีใครหัวเราะกับอะไรทั้งสิ้น

 

 

 

วันเวลานั้นคืบคลานผ่านเราไปอย่างช้า ช้า

 

 

เช้าวันหนึ่ง

ข้าพเจ้าตื่นลืมตา และคิดได้ว่า อันตัวข้าพเจ้าเองเป็นพระเอกลิเก มีนามว่า เจ้าชายมิตรสมร

หาใช่ลูกชายของแม่คนนี้ไม่

 

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็คว้าม้ากระดาษมาควบ ควงดาบไม้ และร้องเพลงรำลิเก วิ่งเตลิดออกจากบ้านไป

 

วิ่งออกมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่  ข้าพเจ้าก็เห็นพ่อกำลังร้องลำตัดที่หน้าปากซอยคนเดียว

 

 

และข้าพเจ้ารู้สึกปวดใจ

.

.

.

.

ในโลกนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเพื่อหนีปัญหา

ในโลกใบเดียวกัน มีข้าพเจ้าคนหนึ่งที่พยายามฟั่นเฟือน

เพื่อไม่รับรู้เรื่องราวที่เศร้าใจ

 

 

ความจริง

แม่ไม่ได้ยิงใคร

พ่อร้องลำตัดไม่เป็น

และข้าพเจ้าไม่มีม้ากระดาษไว้ควบ

 

 

 

 

ทุกๆเช้าเราลืมตาขึ้นมาพร้อมสิ่งที่เราเป็น

หรือเราเป็นสิ่งเหล่านั้นเพราะหนีจากปัญหาอะไรสักอย่างที่เราต้องการจะเป็นอย่างแท้จริง

เพื่อมาเป็นในสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

 

แม่อาจอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์

พ่อคงอยากเป็นอินเดียนน่า โจนส์

และบางที ข้าพเจ้าก็อยากเป็นไทฟอยด์

 

 

มีปัญหาของความอยากเป็นในชีวิตหลายอย่าง

ที่เราคิดว่าไม่อาจก้าวผ่านไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆได้

 

ก็เลยมาเป็นในสิ่งที่ง่ายๆ ดูสบายกว่า

 

 

 

อดิสรเกิดมาเป็นผู้กำกับ แต่ดันไม่ได้เรียนนิเทศ และทึกทักเอาเองว่าไม่น่าจะเป็นได้

จึงมาขายขนมถ้วยฟูแถวตลาดพลู

 

ราเยส เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาเพาะกาย แต่ดันอายเวลาถอดเสื้อ

ก็เลยหันมาขายสินเชื่อที่ซิตี้แบงค์

 

 

บางทีเราก็หลงลืมละเลยในความฝัน เพราะดันมีอุปสรรคขวางหน้า

 

ไม่นานความฝันก็เจือจาง

 

นานเข้าตัวตนของเราก็ถูกกลืนด้วยสิ่งที่เราเป็นอยู่โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

หากจะยกเลิกสิ่งที่เป็นอยู่ทิ้งไป ก็กลัวจะทำสิ่งอื่นนั้นได้ไม่ดีเท่าสิ่งนี้แน่

 

 

โลกใบนี้จึงขาดผู้กำกับที่ชื่ออดิสร เพราะดันนวดแป้งขนมจนชิน

 

ประเทศนี้จึงขาดนักกีฬาอย่างราเยส เพราะมัวแต่ขายสินเชื่อ ไม่เหลือเวลาฝึกซ้อม

 

 

 

ข้าพเจ้ารู้สึกอิจฉาคนที่อยากเป็นและได้เป็น

แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ความอยากในสิ่งที่ตนเองเป็นก็ไม่เคยลดลง

 

 

 

 

 

 

..ข้าพเจ้าตื่นมาพร้อมความรู้สึกอยากเขียนอะไรสักอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

*จากงานเขียนเก่าของตนเองในเดือนกันยายน 2548

 

เป็นตัวของตัวเอง

posted on 09 Mar 2010 22:17 by somtong18

มีคนบางคนเคยถามว่าข้าพเจ้าว่า เหงาไหม

 

ข้าพเจ้าตอบ ไม่

 

ดูเธอคนนั้น หมางใจ และทึกทักว่าข้าพเจ้า โกหก

และหลอกตัวเอง

.

.

.

.

.

อาจจะจริง

 

 

หลอกตัวเองหรือไม่ ไม่ทราบ

แต่ที่แน่ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเหงาจริงๆ

 

และเธอคนนั้นก็ห่างหายจากข้าพเจ้า

 

ถ้าข้าพเจ้าตอบว่า เหง๊า..เหงา

และเราได้กลับมาคุยกัน

 

เป็นเช่นนั้น

นอกจากข้าพเจ้าจะมั่นใจว่าหลอกตัวเองแล้ว

ข้าพเจ้าก็ยังหลอกเธออีกด้วย

 

 

 

 

สมัยที่ข้าพเจ้าเรียนจบใหม่ๆ เดินไล่สมัครงานกันทุกวัน

บางหนก็เคยได้ไปสัมภาษณ์ แต่ก็พลาดไปทุกครั้งที่เคย

ตกสัมภาษณ์จนเคยชิน

 

เพื่อนข้าพเจ้าที่มีประสบการณ์ด้านการสัมภาษณ์งานแนะนำข้าพเจ้า

ว่า ควรพูดในสิ่งที่เขาอยากได้ยิน เป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเห็น

 

ใครจะเชื่อ ข้าพเจ้าลองทำตามคำแนะนำ ครั้งแรกก็ได้ผล

สัมภาษณ์ตอนเก้าโมงเช้า บ่ายสามก็มีคนโทรว่าได้งานเรียบร้อย

 

 

 

คนที่ชอบเพลงป๊อป ถ้าไปร้องเพลงฮิปฮอบให้ฟัง

คงมีบ้างที่อาจจะชอบใจ และคงจะตอบว่าไม่เสียเยอะ

 

คนที่นิยมดนตรีไทย แล้วให้เอากีต้าร์ไปเกา เขย่าหัวเข่าให้ดูต่อหน้า

ข้าพเจ้าว่าบางทีเขาก็อาจไม่พึงใจสักเท่าไหร่

 

 

ไม่ใช่เรื่องแปลก

ข้าพเจ้าก็ดูทีวีในรายการที่ชอบ

อ่านหนังสือของนักเขียนที่ใช่

และทาแป้งยี่ห้อที่คิดว่าเย็นสบายหัวไหล่ที่สุด

 

ที่ตกสัมภาษณ์ก็เหมือนกับข้าพเจ้า อยากดูรายการตลกในบ้านที่เพิ่งจะมีคนเสียชีวิต

ต้องการความเงียบในขณะที่คนอื่นร้องคาราโอเกะ

 

 

ข้าพเจ้าว่า การเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งทีดี

และจะดีที่สุดถ้าเราเป็นแบบนั้น ตอนหลงในทะเลทราย

 

เรากล้าที่จะใส่ชุดบัลเล่ต์เดินร้องเพลงโอเปร่าห์ในทะเลทรายโกปี

แต่ไม่กล้าทำแบบเดียวกัน ขณะเดินเลือกซื้อพริกขี้หนูสวนที่ตลาดไท

 

 

 

เรื่องน่าท้อใจคือเรามีสถานที่ ที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของเราได้ไม่กี่ที่

ข้าพเจ้าคิดว่า บางที หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นส้วม

 

 

 

มากไป

posted on 19 Nov 2009 19:16 by somtong18

 

 *หวานมาก มากไป ก็ไม่ซึ้ง

คิดถึงมาก มากไป ใจจึงเหงา

เมาหนัก หนักไป เป็นขี้เมา

รักเขามาก มากไป ทรมาน

 

 ให้มาก มากไป จะไร้ค่า

เสียน้ำตา มากไป ไม่สงสาร

พูดมาก มากนัก น่ารำคาญ

นานมาก มากไป ....อะไรดี

(จบไม่ลง)

 

 

 ...........................................

 

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างบรรยายถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้าได้ดีที่สุด

ข้าพเจ้าคิดถึงกลอนบทนี้

 

และการเอากลอนมาลงบล็อก หวังว่ามันคงไม่มากไป

 

 

 

*จากความทรงจำในหนังสือหาดขาว ดาวสวย และกล้วยตาก

ฉบับตีพิมพ์ พ.ศ.2540 สำนักพิมพ์ไปยาลน้อย